ที่เที่ยวสวนผึ้ง ที่พัก รีสอร์ท สวนผึ้ง ลันดารีสอร์ท

ที่เที่ยวสวนผึ้ง ที่พัก รีสอร์ท สวนผึ้ง ลันดารีสอร์ท

 

ที่เที่ยว สวนผึ้ง ราชบุรี @ ลันดาออร์คิดและรีสอร์ท สวนผึ้ง

1. ฟาร์มกล้วยไม้ลันดา สวนผึ้ง ราชบุรี

 
ฟาร์มกล้วยไม้ลันดา สวนผึ้ง
ฟาร์มกล้วยไม้ลันดา เป็นฟาร์มกล้วยไม้ที่เปิดให้นักท่องเที่ยว ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมได้ ด้านใน มีทั้งกล้วไม้สวยงามพันธ์ุต่างๆ มากมาย ให้สดชื่นกัน ตื่นตาตื่นใจไปกับกล้วยไม้นานาพันธุ์ ที่สวยงามสดใส ในลันดาออร์คิดสวนกล้วยไม้ และยังมีที่พักด้วยนะครับ ร้านอาหารเข้าก็มีพร้อมกับ ร้านลัดดา@สเต็ก 

ฟาร์มกล้วยไม้ลันดา ตั้งอยู่ใกล้กับ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง นิดเดียวเองครับ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลายๆที่

ที่ตั้ง : 184 หมู่ที่ 7 ถนน สวนผึ้ง-บ้านห้วยผาก ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 70180
โทรศัพท์ 
คุณ ตุ๋ยฯ 085-2106889 081-5277210 
คุณ อ้อยฯ , 081-6125349  โทรสาร : 02-9446745
เว็บไซตฺ์   www.lundaorchid.com

2. บ้านหอมเทียน

 
บ้านหอมเทียน
 
บ้านหอมเทียน จุดที่ไม่ควรพลาด เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ใครมาส่วนผึ้งก็มักจะต้องแวะ และด้วยความหอมของเทียนอันโด่งดังระดับโลก ฉุดให้บ้านหอมเทียนเป็นอีกสัญลักษ์หนึ่งของความโรแมนติก ในสวนผึ้ง บ้านหอมเทียนนอกจากจะเปิดขาย เทียนแฟนซีหลายรูปแบบให้กับนักท่องเที่ยวเป็นที่ระลึกแล้ว ยังมีบริการร้านอาหาร เสื้อเพ้นท์สดที่ระลึก ร้านกาแฟสด แกลเลอรี่ คอยบริการ 

ในส่วนของร้าน ซึ่งจำหน่ายเทียนหอมหลากสีหลายแบบ ซึ่งที่นี่เป็นโรงงานขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ และโด่งดังด้านดีไซต์เทียนระดับโลกกันเลย เจ้าของคือคุณรัชนิกร เมื่อก่อนเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเซรามิค






 


 

และด้วยความโรแมนติกจากเทียนเหล่านี้ ทำให้สวนผึ้งมีชื่อเสียงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทาง ยกย่องให้เป็นเมืองผักผ่อนสุดโรแมนติกไปแล้ว ลองดูเทียนที่จำหน่ายภายในร้าน ก็เต็มไปด้วยสีสันสะดุดตา และยังจัดมุมถ่ายรูปไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้ถ่ายรูปสวยๆกันได้หลากหลายมุมอีกด้้วย 






 

ที่สะดุดตาผมคงจะเป็นเจ้าแกะตัวใหญ่ที่ทำด้วยเทียน มันดูน่ารักมาก เขาทำมุมถ่ายรูปไว้ ใครเห็นก็ต้องมาถ่าย ยิ่งมีกำแพงสีขาวเป็นพื้น จุดเทียนให้สลัวๆ มันสวยมากเลย ทำให้บรรยากาศดีขึ้มาทันตา อย่างนี้จะอดใจไม่ซื้อติดไม้ติดมือ ไปสร้างบรรยากาศที่บ้าน หรือ มอบให้เป็นของขวัญของที่ระลึกกันหน่อหรือครับ ในๆก็มาถึงแหล่งผลิต นี้ถ้าเข้าไปซื้อในห้างราคาแพงกว่านี้อีกนะ 

เทคนิคการทำเทียนของบ้านหออมเทียนเขาก็พิเศษ เป็นเทคนิคพิเศษที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังไม่มีใครทำได้ แม้แต่ในปัจจุบันเองก็ทำได้ไม่ถึง 5 เจ้าในประเทศ ...มีการสอนการทำแบบง่ายๆให้ชมกันด้วยครับ ลองไปเข้าคอร์สเรียนกันดูได้ วันที่ผมไปนี้เข้าให้ลองปั้นกันได้เป็นรูปต่างๆ มีการใช้สี การใช้น้ำแข็งให้เย็นตัวให้สีเป็นชั้น สวยดีครับสนุกไปด้วยในการทำ 




 


ที่บ้านหอมเทียม ยังจัดมุมต่างๆไว้ต้อนรับอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ หรือร้านขายของที่ระลึก อย่างร้านทำเสื้อนี้ เขาขายเสื้อยืดที่เพ้นท์กันสดๆ ราคาอาจจะแพงกว่าทั่วไปสักนิด แต่มั่นใจได้ว่า คุณจะได้อะไรที่ไม่ซ้ำ แถมยังสั่งเขียนเพิ่มแต่งลายกันได้ จะได้ไปฝากคนที่ไม่มา 

ยังมีร้านอาหาร ที่ตบแต่งด้วยบรรยากาศ ที่ทำให้หวนลำลึกถึงวันเก่าๆ เขาใช้ไม้เก่ามาตบแต่ง พร้อมกับของประดับ เป็นพวกของใช้โบราณ ทำให้บรรยากาศการกินข้าที่นี้แตกต่างจากทั่วไป  

การเดินทาง
ตั้งอยู่ตำบลสวนผึ้ง ริมถนนกิโลเมตรที่ 33 ทางด้านขวามือ บนเส้นทางสายจอมบึง-สวนผึ้ง

ร้านอาหารบ้านหอมเทียน บริการอาหารไทย เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00-18.00 น.
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์เทียนหอมของ "บ้านหอมเทียน" สามารถติดต่อได้ที่โทร.08-1841-1895 , 08-5845-7379 
เว็บไซต์ : http://www.บ้านหอมเทียน.com

 
ปัจจุบัน ค่าเข้าชม 50 บาท/คน คูปองใช้เป็นส่วนลดในการซื้อเทียนได้ 

3. เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม สวนผึ้ง
(The Scenery Vintage Farm)

ครองอันดับที่เที่ยวสวนผึ้งสุดฮิตติดลมบน กับกิจกรรมสุดเทรนดี้มากมาย ใครที่มาเที่ยวสวนผึ้งแล้วต้องแวะมาถ่ายรูปให้อาหารแกะที่ "เดอะซีนเนอรี่" อดีตรีสอร์ทที่ปัจจุบันปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป มีทั้งหมู่บ้านชาวไร่สไตล์อังกฤษ ฟาร์มแกะ ให้บริการเยี่ยมชมฟาร์ม ,ให้อาหารน้องแกะ , มีร้าน Honey Scene ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม ไอศครีม และขนม , ให้บริการถ่ายรูปแบบ Vintage , มีซุ้มเกมส์การละเล่นต่างๆ มากมาย เช่นยิงธนู ยิงเป้า , มีร้าน Sheepie Sheep จำหน่ายเสื้อผ้า สินค้าที่ระลึก สินค้าตกแต่งบ้าน สินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เช่นน้ำผึ้ง The Scenery Vintage Farm พร้อมให้บริการท่านทุกวันไม่มีวันหยุด... รับรองวินเทจได้ใจจริงๆ

พิกัด GPS เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม สวนผึ้ง : 13.509701, 99.290184

ไปเลี้ยงแกะที่ The Scenery Resort (ยิงธนู + ขี่ม้า)

 
ไปเลี้ยงแกะที่ The Scenery Resort (ยิงธนู + ขี่ม้า)
 
 
ที่ The Scenery Resort เป็นจุดน่าสนใจในการทำกิจกรรม เลี้ยงแกะ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสาวๆ และเด็กๆ ที่อดใจกับความน่ารักของเจ้าแกะขนนุ่มนี้ไม่ได้ เวลาเอาอาหารไปให้มัน มันก็มารุมกันล้อมรอบตัวน่ารักมาก และกิจกรรมถ่ายรูปกับแกะก็ยอดนิยมเช่นกัน แกะที่เล้ยงไว้เป็นพันธุ์ผสมครับ ชื่อว่า พันธ์คาทาดิน (พันธุ์ผสม ขน+เนื้อ) เพื่อให้ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และอาหารที่ทาง Scenery จัดไว้ให้มีสองอย่าง คือ ใบปอกะสา , หญ้าเนเปีย 






The Scenery Resort มีกิจกรรมหยายอย่างให้เลือกทำนะครับ ไม่ว่าจะเป็นชมแกะ ให้อาหารแกะ ยิงธนู หรือว่าจะขี่ม้า 

จุดจำหน่ายบัตรสำหรับกิจกรรมต่างๆ 
  • ชมแกะ +หย้า1กำ 40บาท/ท่าน
  • ซื้อหญ้าเพิ่ม 20 บาท/ท่าน
  • ยิงธนู 12 ดอก 100 บาท/ท่าน (มีรางวัล)
  • ขี่ม้า 3 รอบ 100 บท/ท่าน

ข้อมูลน้องแกะ 
  • เป็นพันธ์คาทาดิน (พันธุ์ผสม ขน+เนื้อ) เพื่อให้ทนต่อสภาพภูมิอากาศ
  • อาหารของน้องแกะ คือ ใบปอกะสา , หญ้าเนเปีย

ภาพ: นักท่องเที่ยวถือหญ้าเนเปีย อาหารแกะ


เปิดบริการ วันจันทร์-ศุกร์ 10.00-18.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 9.00-18.00 น.
The Scenery Resort เปิดให้ชมน้องแกะ 
แกะปล่อยตอน 4 โมง - 6 โมงเย็นค่ะ รอบแรก 6 โมงเช้า

สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อ Tel: 081-000-7070 (ในเวลา 8.30-16.30น.)

สถานที่ตั้ง : 234 หมู่ 7 สวนผึ้ง สวนผึ้ง ราชบุรี 70180
เว็บไซต์ : www.sceneryresort.com




การเดินทาง :
จาก ตัวเมืองราชบุรี ให้ตรงไปอำเภอสวนผึ้ง ผ่านที่ว่าการอำเภอ และโรงพยาบาลสวนผึ้งประมาณ 5 กิโลเมตร เลี้ยวเข้าตรงภูผาผึ้งรีสอร์ท ไปทางธารน้ำร้อนบ่อคลึง ประมาณ 4 กิโลเมตร จะเห็นเดอะซีนเนอร์รี่รีสอร์ท อยู่ด้านซ้ายมือ

4. น้ำตกเก้าชั้น (เก้าโจน)

 
น้ำตกเก้าชั้น (เก้าโจน)
 
จากลานจอดรถต้องเดินเข้าไปนิดหน่อยประมาณ 200 เมตร แต่ตลอดทาง จะมีร้านส้มตำไก่ย่างมากมายหลายร้าน และห้องน้ำไว้บริการ หรือแม้แต่เสื้อผ้าใส่เล่นน้ำของเด็ๆก็มีบริการด้วย ประวัตความเป็นมาของน้ำตก แต่เดิมรู้จักเฉพาะในหมู่ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นชนพื้นบ้านที่นี่ ต่อมาได้มีบริษัทของชาวต่างชาติ เข้ามาสัมปทานบัตรพื้นที่ตอนล่างของน้ำตก เพื่อทำเหมืองแร่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2484 ซึ่งเรียกติดปากในหมู่ชาวกะเหรี่ยงว่า “เหมืองนายห้างฝรั่ง” ต่อมาเมื่อนายห้างฝรั่งหมดสัมปทาน ก็มีบริษัทของคนไทย เข้ามารับสัมปทานต่อ จนกระทั่งหมดสัมปทานเมื่อปี พ.ศ.2523 หลังจากนั้น ทางอ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และกลุ่มองค์กรท้องถิ่นต่างๆ จึงได้ร่วมพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มาจนกระทั่งปัจจุบัน 

ตำนาน : แต่เดิมน้ำตกนี้เรียกชื่อว่า “น้ำตกเก้าโจน” ซึ่งมาจากคำว่า 9 กระโจน อาจจะเป็นเพราะมีน้ำตกจำนวน9ชั้น ซึ่งแต่ล่ะชั้นไม่ไกลเกินไปนัก จึงเปรียบเทียบกับคำว่ากระโจน เพียง9ครั้ง ต่อมาเมื่อนักท่องเที่ยวรู้จักมากขึ้น เกิดการเข้าใจผิดทางด้านความหมาย และตัวสะกด จึงกลายเป็น “9โจร” ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนกับ แหล่งซ่องสุมโจร ผู้ร้าย แลดูน่ากลัว สำหรับผู้ประสงค์มาท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “น้ำตกเก้าชั้น” แทน


 

แหล่งกำเนิด : บริเวณต้นน้ำของน้ำตก ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบรางดา ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี  (รางดา เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าที่ราบสูง) ซึ่งมีลักษณะป่าที่อุดมสมบูรณ์ และมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีน้ำซึมซับตลอดเวลา ก่อให้เกิดจากธารน้ำธรรมชาติ ไหลผ่านจากตอนกลางของภูเขา มายังบริเวณด้านล่าง นับรวมได้ 14 ชั้น ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สำหรับการท่องเที่ยว สามารถเที่ยวได้เพียง 9ชั้นเท่านั้น เนื่องจากชั้นสูงขึ้นไปเป็นภูเขาสภาพสูงชัน และหุบเหวลึก ค่อนข้างอันตราย 


ลักษณะทั่วไป :  เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดปี ในฤดูฝนจะมีน้ำมาก หินบริเวณน้ำตกชั้นต่างๆ เป็นหินแกรนิต ป่าส่วนใหญ่ก็เป็นป่าเบญพรรณ เช่น ยาง เต็ง แดง ประดู่ชิงชัน รัง มะค่าโมง ฯลฯ สัตว์ป่ายังพอมีอยู่บ้าง เช่น เก้ง กวาง ไก่ป่า ไก่ฟ้าพญาลอ หมูป่า กบภูเขา นกตะขาบ นกปรอท ฯลฯ ปลาในน้ำตกส่วนใหญ่เป็นปลาพวง ปลาหมู และปลาเสือ  






 

เส้นทางเดินเที่ยวน้ำตก 
เส้นทางสายนี้ มีความยาวประมาณ 4,800 เมตร เดินช้าๆจะใช้เวลาประมาณ3 ชั่วโมง 50 นาที (แต่หากเดินเพียง9ชั้น ก็ประมาณ 2ชั่วโมง 30นาที ) ระหว่างเส้นทาง จะได้พบกับสภาพป่าเบญจพรรณ ริมลำธารบ่อคลึง (Mixed Deciduous Forest along the Boh Kloeng Jungle Creek) อันร้อนและแห้งแล้ง ประกอบด้วยพรรณพืช และสัตว์ป่าบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีตอนกลาง สภาพธรณีน้ำพุร้อน (Hotsprings) และเรื่องราวของเหมืองดีบุก ซึ่งเลิกร้าง ไปตลอดจนกการใช้ประโยชน์น้ำตากมธรรมชาติ อันใส และเย็นฉ่ำไหลลงมาจากเทือกเขาตะนาวศรีตอนกลางอันสูงชัน 

อากาศบริเวณนี้ร้อนมาก ระหว่างเวลาเที่ยงวันถึงบ่ายสามโมง เวลาที่เหมาะกับการใช้เส้นทาง ควรเป็นเวลาเช้า (6.00-10.00 น.) และเวลาเย็น (16.00-18.00น.) เท่านั้น  แต่สามารถเข้ามาเที่ยวได้ทุกเวลานะครับ 

สถานที่ตั้ง บริเวณบ้านห้วยผาก หมู่7 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (อยู่ห่างจาก น้ำพุร้อนบ่อคลึงเพียงกิโลเดียว)
 

5. ธารน้ำร้อนบ่อคลึง

 
ธารน้ำร้อนบ่อคลึง
 
ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ลักษณะเป็นลำธารเล็กๆ มีน้ำไหลซึมออกมาจากตาน้ำใต้ดินไม่ขาดสาย น้ำในลำธารนี้ชาวบ้านใช้ดื่มกินกันด้วย ถ้าขึ้นไปดูที่ต้นน้ำจะพบว่าบริเวณลำธาร จะมีก้อนหินใหญ่เล็ก เต็มไปหมด ดูสวยงามตามธรรมชาติ ตลอดทางประมาณ 300 เมตร ไหลลงมาที่ด้านล่าง ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเป็นสถานที่ของเอกชน ผู้ค้นพบ คือ นายประยูร โมนยะกุล และยังคงดูแลโดยตระกูล โมนยะกุล จนถึงปัจจุบันตั้งแต่เริ่มค้นพบ   


 


 

สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ บริเวณสองฝั่งลำธาร เป็นป่าเบญจพรรณ บริเวณต้นน้ำ ซึ่งเป็นตาน้ำผุดออกมาจากใต้ดินนั้นเป็นจุดที่มีอุณหภูมิสูงสุด ต้นน้ำนี้มีอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส ตรงจุดนี้ไม่อนุญาต ให้ลงไปแช่เท้าได้เนื่องจาก น้ำจากแหล่งนี้จะไหลไปให้ชาวบ้าน ในละแวกนั้นใช้ดื่มใช้กินด้วย การไหลรินของน้ำมีตลอดทั้งปี แม้ในฤดูแล้งปริมาณน้ำไหลจะน้อยลงบ้างไม่ถึงกับแห้ง 

การอาบน้ำแร่ร้อนจะช่วย ระบบการหมุนเวียนโลหิตในร่างกายให้ดีขึ้น เสริมสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียดของ กล้ามเนื้อ การแช่ในน้ำแร่ร้อนก็เสมือนกับการอบไอน้ำในตัว 

ธารน้ำร้อนบ่อคลึง มีต้นกำเนิดจากสายน้ำไหลผ่านกรวดหินดินทราย ใต้พื้นผิวโลกที่ร้อนจัด แล้วไหลเป็นธารน้ำร้อนขนาดเล็กออกมาจากซอกหินเชิงเขาตะนาวศรี 


 

ธารน้ำร้อนบ่อคลึง มีบริการสระอาบน้ำร้อนอยู่ 2 แบบ คือ สระกระเบื้อง  และสระธรรมชาติ

สระกระเบื้อง  มีที่สำหรับลงแช่อาบน้ำอุ่น มีขนาดเล็กกว่าสระดิน เป็นสระลักษณะกลมเหมือนสระว่ายน้ำเด็ก ระดับน้ำสามารถใส่ขาสั้นและเสื้อลงสระได้ สระลึกประมาณ 60 ซ.ม. ทำเป็นที่ให้นั่งแช่น้ำรอบสระ น้ำไม่ร้อนจัด พอเหมาะกับการแช่ อุณหภูมิประมาณ 56 องศาเซลเซียส น้ำแร่ที่นี่ไม่มีกลิ่นฉุนของกำมะถัน


ค่าธรรมเนียมเข้าชม
ธารน้ำร้อนบ่อคลึง เสียเงินค่าผ่านประตูคนละ 5 บาทเป็นค่าบำรุง

อัตราค่าบริการอาบน้ำแร่
คนไทย 
ค่าบริการอาบน้ำแร่ สระกระเบื้อง ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท
ค่าบริการอาบน้ำแร่ สระธรรมชาติ (สระดิน) ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท

ชาวต่างชาติ 
ค่าบริการอาบน้ำแร่ สระกระเบื้อง ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 50 บาท
ค่าบริการอาบน้ำแร่ สระธรรมชาติ (สระดิน) ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 50 บาท

หมายเหตุ : บริการสระอาบน้ำแร่ร้อนฟรีสำหรับลูกค้าพักค้างคืน



 

เวลาเปิดทำการ
วันจันทร์-ศุกร์เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
วันเสาร์-อาทิตย์เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.


การเดินทาง
ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตั้งอยู่ที่อยู่ที่บ้านห้วยผาก หมู่ที่ 7 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
จากกรุงเทพ ถึง ราชบุรี         ระยะทาง 100 กม.
จากราชบุรี ถึง อ.สวนผึ้ง       ระยะทาง 53 กม.
จาก อ.สวนผึ้ง ถึง ธารน้ำร้อน    ระยะทาง 15 กม. 
รวมระยะทางประมาณ 168 กม.

เว็บไซต์ : http://www.bkhotspring.com/
ติดต่อที่ คุณเทอดศักดิ์ โมนยะกุล
27 หมู่7  บ่อคลึง ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 70180
Tel: 089 918 2114 , 032 711 086  (คุณศรีพร โมนยะกุล)
วันจันทร์- ศุกร์ 11.30-17.00 น.
6. เขากระโจม จุดชมทะเลหมอก และดวงอาทิตย์ขึ้น
 
เขากระโจม จุดชมทะเลหมอก และดวงอาทิตย์ขึ้น
 
จากระดับความสูง 1,045 เมตรจากระดับน้ำทะเล เขากระโจมจึงกลายเป็นจุดชมทะเลหมอกที่ กำลังนิยมมาก เพราะใกล้กรุงเทพฯ เพียงร้อยกว่ากิโล ไม่ถึงสองร้อยกิโล(โดยประมาณ) วิวสวยนะใช่ แต่ที่ทำให้ทุกคนจดจำ ต้องยกให้ความยากลำบากในทางขึ้น แม้รถสามรถขึ้นถึงได้ เพราะมีถนน แต่มันลืมไม่ลง... 

เขากระโจมตั้งอยู่ใน อำเภอสวนผึ้ง เป็นลักษณะภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายกระโจม เป็นคำพูดติดปากของชาวบ้าน ที่เมือก่อนบริเวณนี้มีการทำเหมืองกันด้วย เวลาใครเห็นเขาลูกนี้ก็มักเรียกว่า “เขากระโจม” (จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน) จากตีนเขา เพียง10กิโลเมตร มีทางรถขึ้นไปได้ดูสะดวกสบายอย่างไม่น่ากังวลอะไร พวกเรามาถึงสวนผึ้งกันในช่วงเย็น เพื่อพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางขึ้นเขากระโจมในช่วงเช้ามืด โดยครั้งนี้ ได้มีโอกาสใช้บริการของสวนผึ้งรีสอร์ท ที่ช่วยจัดหารถ4x4 ให้สำหรับขึ้นเขากระโจม 


ภาพ : จากสวนผึ้งรีสอร์ท สู่เขากระโจม

 

ที่อำเภอสวนผึ้งนี้ ใครมาเที่ยว นอกจากความโรแมนติกแล้ว เขากระโจมดูจะเป็นอีกหนึ่งการพจญภัย ไม่รู้ลืมของหลายๆคน และแนะนำกันปากต่อปาก ...คำเตือนแรกสุดที่เราได้รับก่อนออกเดินทางมาสาวนผึ้งคือ เอาเสื้อกันหนาวติดมาด้วยนะ ...ในใจคิดเลย มันจะหนาวได้ไง อยู่กรุงเทพฯร้อนจะแย่ (คือใจไม่ค่อยคิดกังวลเรื่องหนาว กลัวฝนมากกว่า) แต่เอาเถอะ ผมก็เลยเตรียมชุดเตรียมเปียก ร้องเท้าแตะแทน เพื่อต้องลุยแบบเปีียกๆ 

รถ4x4 ที่จะมารับเราตอนช่วงเช้ามืด เป็นรถใกลุ่ม “รักษ์เขากระโจม” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้บริการนักท่องเที่ยวพาขับรถขึ้นไปให้ ในใจผมอีกนั้นแหละที่รู้สึกว่า ทางมันสบายจะตาย ลาดยางขึ้นเขาแค่10กิโลเอง จะต้องขนาดจ้างรถ 4x4เลยหรือนี้ ...เดี๋ยวรู้


ภาพ: ทางขึ้นเขากระโจม ที่สุดประทับใจ
 

เรานัดกัน ตี5 คิดว่าเช้าแล้วเพื่อขึ้นไปดูทะเลหมอกให้ทัน จากสวนผึ้งรีสอร์ท ก็ไม่กี่กิโลขับไปถึงตีนเขา แยกขวาทางขึ้นเขากระโจม (น่าจะสิบกว่าโลเท่านั้นเอง) จะผ่านตลาดเช้าด้วยนะ ดูตื่นตาตื่นใจดี ...ที่ทางแยกขึ้นเขากระโจม เป็นจุดที่กลุ่ม รักษ์เขากระโจมตั้งอยู่ ช่วงเช้าๆแบบนี้ มีนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มก็เดินทางขึ้นพร้อมกับพวกเราหลายคัน ทางกลุ่มเป็นผู้จัดหารถให้เช่า 

พี่เจ้าของรถคันที่ผมนั่งชื่อ พี่ไท บอกเราว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาจะนัดกันตี4ครึ่งเพื่อขึ้นไปดู ทะเลหมอก ...ดูเหมือนเราจะออกช้ากกว่าเขา ไปครึ่งชั่วโมง เอาล่ะไม่เป็นเห็นป้ายเขียนบอกทางขึ้นเขาแค่ 10กิโลเมตร สบายมากทันอยู่แล้ว แต่หารู้ไม่ 

ทางขึ้นเขา ลาดยางสะดวกสบาย หลอกความรู้สึกมาหลายคนแล้ว ที่ไม่เชื่อคำแนะนำตั้งแต่แรก ทางเป็นลักษณะทาง ถนนแคบที่รถขับสวนกันได้พอดี มันลาดยางไปประมาณ 3-4 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ แต่พอหมดบริเวณลาดยางเท่านั้นแหละ ความหฤโหดของเส้นทางถึงได้ปรากฏให้เข้าใจ ว่าทำไม ต้องรถ4x4 (ขับเคลื่อนสี่ล้อ) 


ภาพ: ต้องจอดรถรอกัน คันหน้าไปไม่ไหว ..จนต้องมีการปรับหน้าดินกันใหม่เลย
 


ทางที่เหลือ กว่า 6กิโลเมตร เป็นทางดิน ที่เป็นหลุ่มลึกลากยาวเหมือนใครเอาอะไรมาขีดเป็นเส้นไว้ หลายๆเส้น ด้วยสายตาผมมองจากหลังรถ(นั่งหลังกะบะ) ยังมองหาทางขับต่อไม่เจอเลย ว่าจะไปต่อยังไง คงจะเรียกได้ว่า มีรถ4x4อย่างเดียวไม่พอ ต้องขับเป็นด้วย ชินเส้นทาง ใครมาถึงจุดนี้ ต้องเลี้ยวกลับรถมาแล้วหลายราย บางรายกลับรถไม่ได้ ต้องรอให้มีรถสวนลงมาคนขับเก่งๆ มาช่วยกลับรถให้ ลงไปแล้วค่อยจ้่างรถขับขึ้นมาใหม่ ...นึกว่าล้อเล่นจริงๆครับ สภาพถนนนี้ถ้าฝนตกไม่อยากคิเลย ว่าจะลงจากเขาได้มั๊ย 

บางช่วงเราต้องขับลุยน้ำ ที่ขังสูงมาก มีเนินที่ชาวบ้านเขาเรียก เนิน700 เนิน800 เนิน900 ไปถึงยอดเรียกเนิน1000 ไล่ลำดับความสูงจากระดับน้ำทะเล ..รู้สึกว่า พวกเราขึ้นมาได้ ถึงเนิน800 หรือ900 นี้แหละ ก็ต้องจอดรถ เห็นแสงอาทิตย์ เปล่งประกายออกมาแล้ว แต่ด้วยว่า หลุดขึ้นมาจากเนิน 800 แล้วนี้สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ หมอกลงจัดมากจนรอบตัวเราแทบมองไม่เห็น ข้างทางบางจุดเป็นเหว ที่สำคัญ ลมแรงมากจนหนาว กับอากาศที่อุณหภูมิตำ่ลงอีกมาก ต้นหญ้าไหวเป็นภาพเคลื่อนไหวพริ้วปลิวสวยมากๆ 

แต่ที่รถเราต้องหยุดก็เพราะ รถคันที่มาก่อนเรา เกิดขับขึ้นไม่ได้ เนื่องจากทางลื่นมาก สิ่งที่เราทำได้คือรอ ถนนบริเวณนั้นค่อนข้างเปียกและชื่นมาก ลุงที่นั่งมากับพวกเราด้วยเลยตัดสินใจจับเอาเสียม เดินไปช่วย ด้วยการขุดล่องดิน เพื่อหาจุดแห้งให้รถวิ่งได้ ขนาดนั้นครับ แต่พวกเราตัดสิ้นใจเดินขึ้นเขา เพราะอีกนิดเดียวเอง ก็เนิน1000 แล้ว ซึ่งเป็นจุดสูงสุด 

ยอมรับว่า ต้องมีจริงๆเสื้ออกันหนาว และต้องกันลม และกันน้ำได้ด้วยจะดี เพราะหมอกลงจัดมาก ลมก็แรง หัวเปียกไปหมดล่ะครับ แต่อากาศแบบนี้ ไม่เห็นทะเลหมอกครับ แต่ได้ขึ้นมาถ่ายรูปกับลมหมอกแทนเย็นจริงๆ 

ด้านบนเป็นจุดตั้งฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวณชายแดน ด้วยนะครับ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดนประจำการอยู่ ก็ไม่เหงาล่ะครับ สำหรับ ใครที่อยากจะขึ้นมาตั้งแคมป์นอนเต้นท์ กันที่จุดนี้ ห้องน้ำเขาก็มีครับ 3-4ห้องแต่อาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนอุทยานนะครับ วันอากาศดีๆ เราก็ตะโกนคุยกันกับทหารพม่าได้สบายๆ และไม่แน่ว่า จะมองเห็นทะเลฝั่งพม่าได้เลยครับ 


 

ป้ายสุดเขตประเทศไทย ที่ตั้งไว้ด้านบน จึงดูกลายเป็นพระเอกไป ทุกคนต้องไปถ่ายรูปกันจุดนี้ ยังมีหลายครอบครัวที่ขับoffroad  ขึ้นมานอนเต้นท์บนเขากระโจมนี้ ตื่นขึ้นมาทำกับข้าว ต้มกาแฟกิน บรรยากาศดี อากาศก็หนาว หัวเปียกเลยครับ 

ไม่นานรถของพวกเราก็ขึ้นมาได้ (หลังจากช่วยกันเอารถทุกคันขึ้นมาได้) พวกพี่ๆ เขาก็เตรียมพวก กาแฟมาต้มน้ำ ทำให้กินกันข้างบนเลย มีปาท่องโก๋ ให้ด้วย ดูแลดีจัง กับบรรยากาศนี้ มันต้องมีกาแฟร้อนๆ ...สำหรับผมได้กาแฟฟรีมาอีกแก้ว หลังจากที่พี่ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวตะเวณชายแดนของเราออกมาเปิดร้านกาแฟบ้าง ด้วยความอารมณ์ดี ขายไปแถมไป ผมดันไปได้แก้วที่แกอยากแถมพอดี ต้องขอขอบคุณมากเลยครับกับความเป็นกันเอง และดูแลนักท่องเที่ยวอย่างอารมณ์ดี ขนาดไม่ไช่หน้าที่เขานะ แต่ก็เหมือนแก้เหงาน่ารักดี หากิจกรรมให้ตัวเอง แต่ผมว่าบนนี้ถ้าหน้าหนาวคงหนาวมากเลยล่ะ เพราะลมแรงจริง


ภาพ: บรรยากาศด้านบนเขากระโจม ที่เนิน1000 จุดที่ตั้ฐานตำรวจตระเวณชายแดน

 

ถึงเวลากลับหลังจากที่ไม่เห็นทะเลหมอกแน่แล้ว ...แต่ไม่เป็นไร เพราะระหว่างทางมันสะดุดตากว่าเป้าหมายมาก ต้องยอมรับว่า ที่ผมจดจำที่สุดคือถนนขึ้นเขากระโจมนี้แหละ แม้ไม่เห็นทะเลหมอก แต่ ถนน สุดยอดจริงอ่ะ ขาลงเจอนักท่องเที่ยวท่านหนึ่งมาเป็นครอบครัวขับรถกะบะรูปร่างคล้าย4x4 แต่เป็นขับเคลื่อนสองล้อ จอด อยู่ตรงสุดทางลาดยาง พี่ไท คนขับของเราจึงอาสาตัวช่วยกลับรถให้ หลังจากสอบถามพบว่า รู้ว่ารถขึ้นไม่ไหว แต่ก็ไม่รู้จะเอารถลงเขายังไงดี พี่ไทเลยช่วยพร้อมให้เบอร์ติดต่อไว้ ถ้าลงเขาแล้วคิดจะขึ้นมาอีกก็ติดต่อได้ จะขับขึ้นมาให้ 

....ผมให้เบอร์พี่ไท ไว้ก็แล้วกัน เพื่อว่า ใครจะติดต่อ กลุ่มรักษ์เขากระโจม จะหารถ4x4พร้อมคนขับฝีมือฉกาจ พาขึ้นเขาชมทะเลหมอก โทร. 084 4130849 (ไท) เขามีสโลแกนนะ “รับลมหนาว หมอกขาว ป่าเขียว เที่ยวเขากระโจม กับไทยบริการ”  ราคาประมาณ 1,600 บาท นั่งได้ประมาณ 8-10คน 


ภาพ: บางช่วงมีลุยน้ำ
 


ภาพ: ดูถนนที่เป็นร่องลึกๆนั้นซิครับ
 

ข้อมูลเบื้องต้น เขากระโจม

เขากระโจม ห่างจากตัวเมือง 80 กม. เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดราชบุรี ประมาณ 1,045 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีสภาพทั่วไปเป็นภูเขาที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ โดยรวมคล้ายผืนป่าบริเวณภาคเหนือ บนจุดสูงสุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศไทยกับประเทศพม่า มีลานกว้างสำหรับกางเต๊นท์พักแรม สามารถ ชมทิวทัศน์ได้รอบบริเวณ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลสวนผึ้ง โทร. 0-3239-5498

การเดินทาง
เขากระโจม  ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
จากกรุงเทพฯ ขับมุ่งตรงสู่ จ.ราชบุรี แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองราชบุรี ให้เลี้ยวขวาทางแยกเจดีย์หัก เส้นทางหลวงหมายเลข 3087 ให้มาทางอ.จอมบึง จะผ่าน ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มุ่งหน้าสู่ อ.สวนผึ้ง 

จากอ.สวนผึ้ง ก็ไม่ยากแล้วครับ สังเกตุที่ป้ายได้เลย ตรงไปตามถนน 3208 จากนั้นจะมีแยกขึ้นเขากระโจม อีก10กิโลเมตรถึง (จากแยกนี้ขอให้แน่ใจว่ารถคุณไหว หรือคุณขับไหวจริงๆ ไม่งั้นที่มทางแยกมีตัวช่วย กลุ่มรักษ์เขากระโจมนั้นเอง)
7. จุดชมวิวห้วยคอกหมู
 
จุดชมวิวห้วยคอกหมู
 
จุดชมวิวห้วยคอกหมู สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร เดิมเป็นช่องทางการค้าไม้ที่รับการสัมปทานการค้า ระหว่าง ไทย-พม่า ปัจจุบันนี้การค้าระหว่าง ไทย-พม่า ได้ถูกยกเลิกไปหลายปีแล้ว เส้นทางนี้ซึ่งเป็นเส้นทางที่อยู่ติดกับชายแดน ไทย-พม่า จึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงเป็น เส้นทางการท่องเที่ยวชมวิว ภูเขา และชายแดนไทย-พม่า สามารถมองเห็นภูมิประเทศ ของชายแดนพม่าอย่างสวยงาม สามารถมองเห็นต้นไม้ใหญ่ ป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งนกนานาชนิดอีกมากมาย 

ที่จุดชมวิวห้วยคอกหมูนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และตกได้

ภูมิอากาศ : ในฤดูแล้งอากาศเย็น ฤดูฝน ฝนตกชุก ฤดูหนาว อากาศหนาวเย็นมาก 

ภูมิประเทศ : ชุดชมวิวห้วยคอกหมู อยู่บนเทือกเขาตะนวศรี ที่กั้นพรมแดน ระหว่างประเทสไทย กับประเทสพม่าทางทิศตะวันตก โดยติดกับจังหวัดมะริด ของประเทศพม่า 

จุดชมวิวห้วยคอกหมูเป็นพื้นที่ป่าเขาอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทรัพยากรธรรมชาติ และป่าไม้ขนาดใหญ่นานาชนิด และเป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ตำรวจตระเวนชายแดน 137 ในการเฝ้าตรวจและ ควบคุมภูมิประเทศที่สำคัญ บริเวณช่องทางห้วยคอกหมู มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา

ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลตะนวศรี ร่วมกับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 137 ได้พัฒนาปรับภูมิทัศน์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มองเห็นภูมิทัศน์ และอาณาเขตประเทศไทย กับพม่า ได้อย่างสวยงาม 

ที่ตั้ง : อยู่ในพื้นที่ หมู่4 ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี สูงกว่าระดับน้ำทะเล 867 เมตร
 

8. แก่งส้มแมว (สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์)
 
แก่งส้มแมว (สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์)
 
แก่งส้มแมว (สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) เป็นลำธาร มีเกาะแก่งกลางน้ำภาชี เหมาะสำหรับเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในพื้นที่สวนป่าสิริกิต์ ภายในสวนป่ามีสวนหย่อม ศูนย์จำหน่ายเครื่องเซรามิคจากคนในบริเวณหมู่บ้าน สวนป่าแห่งนี้สร้าง ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้ นานาชนิดอันมีค่าทางเศษฐกิจ และเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม 

สวนป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้นานาชนิด อันมีค่าทางเศษฐกิจ และเป็นแหล่งศึกษาทาง ธรรมชาติที่ดีเยี่ยม ทั้งยังมีลำน้ำภาชีไหลผ่านกระทบแก่งหินขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในนาม "แก่งส้มแมว" 

ลักษณะมีแก่งหินมีน้ำไหลผ่าน   สภาพโดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณ   ซึ่งมีลักษณะเป็นโขดหินใหญ่น้อยสลับซับซ้อนอยู่กลางแม่น้ำภาชี มีน้ำใสไหลเย็นผ่านโขดหิน เป็นสถานที่น่าพักผ่อนสำหรับนักท่องเที่ยว


การติดต่อ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี สำนักงานป่าไม้จังหวัดราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ขับมุ่งตรงสู่ จ.ราชบุรี แต่ไม่ต้องเข้าตัวเมืองราชบุรี ให้เลี้ยวขวาทางแยกเจดีย์หัก เส้นทางหลวงหมายเลข 3087 ขับมาทางอ.จอมบึง จะผ่าน ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สู่ อ.สวนผึ้ง ตรงไปตามทางและ เลี้ยวเข้าซ้ายที่หน้าภูผาผึ้งรีสอร์ท ไปตามทาง(ที่มุ่งไปธารน้ำร้อนบ่อคลึง) สวนป่าจะอยู่ทางซ้ายมือ

 แบบบ้านพัก          จองห้องพัก         ตรวจสอบห้องพัก         แผนที่และการเดินทาง